ReadyPlanet.com
dot
dot
Newsletter

dot
dot
Dhamma : Deutsch
dot
bulletUnterweisung in Meditation
bulletREINIGUNG
bulletREICHTUM
bulletBuddhismus in 10 Minuten
bulletEINSTELLUNG ZUR MEDITATION
bulletDhamma Teworohana
bulletFalsche Ansichten
bulletUMGANG MIT DHAMMA-SCHRIFTEN
dot
ธรรมะไทย
dot
bullet พระพุทธศาสนากับเวลา ๑๐ นาที
bulletโคลงโลกนิติ
bulletศาสนพิธี
bulletคนใจดี คนใจร้าย
bulletบวชเพราะแม่ยาย
bulletเสียงสัตว์ 8 ชนิด
bulletคุณธรรมของหัวหน้า
bulletคุณสมบัติของผู้นำ
bulletบาปเกิดจากความจงใจ
bulletดาบสฌานเสื่อม
bulletโคนันทิวิสาล
bulletบุญที่ให้ทานแก่ปลา
bulletความจริงที่ไม่ควรพูด
bulletอาหารไม่บริสุทธิ์
bulletอานิสงส์การแผ่เมตตา
bulletพระมหาสุบิน ๑๖ ข้อ
bulletคมในฝัก
dot
Nachrichten
dot
bulletรูปภาพกิจกรรมของวัด Bilder Von Versammlung
bulletPhoto Album Wat Pah Puritattaram อัลบั้มรูป
bulletKommendes Fest 2017
bulletFeste im Jahr 2017
dot
เวปไซต์อื่น
dot
bulletLuangpumun (หลวงปู่มั่น)
bulletLuangta (หลวงตามหาบัว)
bulletWat Pah Puritattaram1
bulletWat buddhabharami
bulletWat Dhammabharami
bulletdhammayuteurope
bulletWatpa Copenhagen
bulletวัดป่าโกเธนเบิร์ก สวีเดน
bulletThailife
bulletพระไทยดอทเนต
bulletWat Dhammaniwasa Aachen
bulletวัดจักรวรรดิราชาวาส
bulletwatthaivienna วัดไทยเวียนนา
bullet สำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ (ธรรมยุต)
bulletอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา
bulletชาวไทย
bulletสถานกงสุลใหญ่ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต
bulletสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
bulletค้นหารหัสไปรษณีย์ไทย
bulletค้นหาเบอร์โทรศัพท์ (ไทย)
bulletwatpahgiessen
bulletมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
bulletวัดธัมมธโร ออสเตรเลีย




วันสารทไทย article

พิธีกรรมและประเพณี (แปลก สนธิรักษ์)


      สารทไทย
        วันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ เป็นวัน  “สารทไทย”     ซึ่งเป็นนักขัตฤกษ์ที่นิยมกันมานานแล้ว เพราะถือว่าเป็นสมัยที่จะได้ทำบุญในเมื่อวัน  เดือน ปี  ล่วงมาถึงกึ่งกลางรอบปี   พิธีสารทของ ไทยนี้เป็นของพราหมณ์มาก่อน  การทำบุญเนื่องในพิธีสารทของพราหมณ์    ก็คือการทำบุญในฤดูที่ข้าวออกรวงเป็นน้ำนม   เพื่อจะให้เป็นสิริมงคลแก่ข้าวในนา    ดังที่นางนพมาศได้กล่าวไว้ว่า “เป็นฤดูที่ชนทั้งปวงกวนข้าวปายาส และทำยาคูเลี้ยงพราหมณ์”  อีกอย่างหนึ่ง เขาทำเพื่อเซ่นบุรพชน คือ บิดา ปู่ ทวดที่ล่วงลับไปแล้ว  เมื่อพิธีนี้ตกเข้ามาเป็นของไทยก็พลอยประพฤติตามพิธีของพราหมณ์ไปด้วย  ผู้ที่เคยถือศาสนาพราหมณ์  เมื่อเคยทำบุญตามฤดูกาลให้แก่พราหมณ์ ครั้น กลับมาถือพระพุทธศาสนาแล้ว เมื่อถึงกำหนดที่ตนเคยทำบุญ ก็ไม่ละเลยเสีย  เพราะเชื่อกันว่า พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา เป็นเนื่องนาบุญวิเศษยิ่งกว่าพราหมณ์ จึงได้จัดทำถวายพระสงฆ์เหมือนที่เคยทำแก่พราหมณ์ ดังนั้น พิธีพราหมณ์จึงได้มาระคนปนอยู่ในพระพุทธศาสนา การที่ พระพุทธศาสนาอนุโลมตามพิธีพราหมณ์นั้น  บางอย่างเป็นของที่ควรอนุโลมกันได้ เพราะไม่เป็นการเสียหายอะไร  บางอย่างพระพุทธศาสนาก็บัญญัติตามแนวของพราหมณ์    แต่กลับกันให้ตรงข้ามเสีย เช่น พราหมณ์มีเมียได้และถือว่า ถ้าไม่มีลูกสืบตระกูลต้องไปตกนรก พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่า เพราะเหตุที่มีเมียมีลูก ทำให้เกิดความคิดฟุ้งซ่านและก่อกวนกิเลสอื่น ๆ อีกเป็นอันมาก   จึงห้ามพระสงฆ์ไม่ให้มีเมีย พราหมณ์ถือลัทธิลอยบาปโดยเอาผ้านุ่งผ้าห่มไปลอยน้ำ  พระพุทธเจ้าให้พระสงฆ์เอาผ้านุ่งเหล่านั้น กลับมานุ่งห่ม พราหมณ์ถือว่า การโกนผมทำให้เกิดเสนียดจัญไร   เป็นคนไม่ควรคบ เช่น การลงโทษแม่ม่าย พระพุทธเจ้ากลับให้พระสงฆ์โกนผม  พราหมณ์ถือว่า  จะรับของที่คนอื่นทำมากินไม่ได้ ต้องหุงกันเอง พระพุทธเจ้ากลับห้ามไม่ให้หุงกินเอง ให้ขอเขากิน นี้แสดงให้เห็นว่า  พระพุทธศาสนาบัญญัติในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับลัทธิพราหมณ์  เฉพาะในสิ่ง ที่พระองค์เห็นว่า เป็นลัทธิที่เฉียดเข้าไปทางทิฐิมานะ ไม่มีประโยชน์อันใด  นอกจากจะทำให้คนอื่นหลงถือไปในทางที่ผิด ๆ  ในส่วนพิธีอื่น ๆ พระองค์คล้อยตามและไม่บัญญัติห้ามไว้ก็มีเป็นอันมาก พิธีเหล่านั้นที่เรายังถืออยู่ เช่น ปลายปีพิธีตรุษ ต้นปีพิธีสงกรานต์ และกลางปีก็คือพิธีสารท
      ที่เรียกว่า “สารท” ปทานุกรมบอกว่า เป็นชื่อฤดูในระหว่างฤดูฝน กับฤดูหนาว  คือ  ฤดูใบไม้ร่วงเป็นอัน ตกอยู่ในปลายเดือน ๑๐ เราจึงเรียกกันว่า  “เป็นฤดูสารท”   และเป็นพิธีทำบุญกลางปีของไทย   เรียกว่า “ทำบุญวันสารท” ชนชาติภูไทย เรียกว่า “ทำบุญข้าวสาต” ชาวอีสาน เรียกว่า “ทำบุญข้าวสาก” แต่เขาเริ่มทำกลางเดือน ๑๐ เพราะถือกันว่า  ในวันกลางเดือน ๑๐ นี้  เป็นวันผีญาติและมิใช่ญาติมาคอยรับอาหารที่ทำกันในคราวนี้ เมื่อผู้ใดไม่ทำบุญข้าวสาก  ถือว่า ผู้นั้นขาดความกตัญญูต่อบิดามารดา และญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปและจะได้รับความเดือดร้อน        เพราะผีที่ล่วงลับไปจะให้ภัยต่าง ๆ   ของที่ทำในพิธีสารทนี้ เรียกว่า   “กระยาสารท”   ซึ่งแปลว่า  “อาหารที่ทำในฤดูสารท”   กระยาสารทนี้เห็นจะเนื่องมาจากข้าวมธุปายาส    ซึ่งเขาใช้ข้าว  น้ำตาล  น้ำนม  ผสมกัน  แต่ข้าวมธุปายาสนี้ เขาทำกันไม่กำหนดเฉพาะฤดูสารท  บางทีเขาทำกินกันเอง  เช่น ที่นางสุชาดาหุงถวายพระพุทธเจ้า  ก็ทำถวายในเดือน  ๖  และเศรษฐีขี้เหนียว  ตามเรื่องที่ว่าหุงข้าวปายาสกินเอง ดังนั้น กระยาสารท   ถึงแม้จะทำเฉพาะในพิธีสารท  คือ  สิ้นเดือน ๑๐  แต่ก็น่าจะเอาแบบอย่างมาจากมธุปายาสนั่นเอง  มธุปายาสเป็นอาหารของชาวอินเดีย  เมื่อมาตกเป็นของไทยก็ต้องมีเปลี่ยนแปลงไปบ้าง  และเมื่อมาทำกันในฤดูสารท ก็เลยเรียกกันว่า  “กระยาสารท”
พิธีสารทนี้เป็นราชพิธีอันหนึ่ง    ซึ่งทำกันมาตั้งแต่ครั้งสุโขทัย  แต่ครั้งนั้นเรียกว่า “พิธีภัทรบท” การทำปรากฏตามที่นางนพมาศได้กล่าวไว้ว่า        “ทางพุทธศาสน์พระราชพิธีนี้   เป็นสมัยหมู่มหาชนกระทำมธุปายาสยาคูอังคาสพระภิกษุสงฆ์   ทั้งบูชาพระรัตนตรัยด้วยพรรณผ้ากระทำเป็นธง  แล้วอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติอันไปสู่ปรโลก”  นี้เป็นพิธีราษฎรเขาทำกัน     ส่วนที่เป็นพิธีหลวงนั้น  นางนพมาศกล่าวไว้ว่า “ราชบุรุษชาวพนักงานตกแต่งโรงพิธีในพระราชนิเวศน์     ตั้งก้อนเส้าเตาเพลิงและสัมภาระเครื่องใช้เบ็ดเสร็จ    นายนักการละหารหลวงก็เก็บเกี่ยวครรภสาลี   และรวงข้าวมาตากตำเป็นข้าวเม่า  ข้าวตอกส่งต่อมณเฑียรบาลวังเวรเครื่อง  นายพระโคก็รีดน้ำขีรารสมาส่งดุจเดียวกัน   ครั้นได้ฤกษ์รับสั่งให้จ่าชาชาวเวรเครื่องทั้งมวล  ตกแต่งปรุงมธุปายาส     ปรุงปนระคนเจือล้วนแต่ของโอชารส   มีขัณฑสกร น้ำผึ้ง น้ำอ้อย น้ำตาล นมสด เป็นต้น ใส่ลงในภาชนะซึ่งตั้งบนเตาเพลิง   จึงให้สาวสำอางกวนมธุปายาสโดยสังเขป  ชาวดุริยางค์ดนตรีก็ประโคมพิณพาทย์ฆ้องกลองเล่นการมหรสพ ระเบงระบำ   ล้วนแต่นารี” แล้วกล่าวต่อไปได้ความว่า   พอเสร็จพิธี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยราชบริพารนำข้าวปายาสไปถวายพระมหาเถรานุ เถระ ทรงทำอยู่ดังนี้ตลอด ๓ วัน นี้ได้เป็นประเพณีสืบต่อกันมา
      ในบัดนี้อาหารที่ทำเนื่องในพิธีสารท นอกจากกระยาสารท ก็มีอีกอย่างหนึ่ง คือ  ข้าวทิพย์ ถือกันว่า เป็นอาหารที่มีรสอร่อยปานอาหารทิพย์  สิ่งของที่ใช้สำหรับข้าวทิพย์นั้น   มีพวกถั่ว งา สาคู ข้าวโพด  ข้าวฟ่าง  ข้าวเม่า มันเทศ กระจับ แห้ว ข้าวสาร ลูกบัว เมล็ดมะกล่ำ น้ำนมโค น้ำผึ้ง น้ำอ้อย  มะพร้าวแก่  มะพร้าวอ่อน ชะเอม และอื่น ๆ อีกมากมาย  เอามารวมกันแล้วกวนให้เข้ากัน  การกวนข้าวทิพย์นี้มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา และที่ทำกันเป็นการใหญ่โต  ก็ในสมัยรัตนโกสินทร์ โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดให้มีการกวนข้าวทิพย์ ในรัชกาลที่ ๑  และใช้พระเจ้าลูกเธอฝ่ายในทรงกวนทั้งสิ้น    จึงได้เป็นราชพิธีต่อมา แต่ในรัชกาลหลัง ๆ นี้ ใช้หม่อมเจ้า   หม่อมราชวงศ์ หม่อมหลวง    ซึ่งสาวพรหมจารีเป็นผู้กวน การกวนข้าวทิพย์เนื่องในพิธีนี้ ทรงทำในเดือน ๑๐ การทำนั้นทำ ๓วัน  เริ่มแต่แรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๑๐  เวลาบ่ายนิมนต์พระสงฆ์มาสวดในโรงพิธี  สาวพรหมจารีที่มาฟังสวดมนต์ นุ่งขาวห่มขาวนั่งในฉาก  มีสายสิญจน์โยงมงคลเหมือนอย่างเจ้านายโสกันต์  ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการแล้ว อาลักษณ์อ่านคำประกาศต่อหน้าพระสงฆ์  คำประกาศนั้นมีใจความว่า  “การกวนข้าวทิพย์นี้ เป็นพระราชพิธีเคยทำมาแต่โบราณ ขอประกาศแก่พระสงฆ์ซึ่งจะสวดพระพุทธมนต์ในราชพิธีนี้ ขอให้มีจิตมั่นด้วยเมตตา และยึดเอาคุณพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง และด้วยอำนาจพระรัตนตรัย ขอให้เกิดสวัสดิมงคลและระงับโรคภัยแก่ผู้ที่ได้รับพระราชทานข้าวทิพย์ และต่อไปเป็นคำอธิษฐานว่า ขออำนาจพระราชกุศลที่ได้ทรงทำในเวลานี้ จงให้มีพระชนม์ยืนนาน    ปราศจากพระโรค  ให้ศัตรูเกรงขาม ขอให้ฝนตกเติมเพียงพองามในเวลาที่ข้าวออกเป็นรวง  และผลไม้ต่าง ๆ  เมื่อถึงฤดูขอให้ออกบริบูรณ์ทั่วทุกสิ่งทุกอย่าง”    เมื่อจบคำประกาศ พระสงฆ์ก็สวดมนต์ วันแรกสวด “เจ็ดตำนาน” วันที่สอง สวด “สิบสองตำนาน” วันที่สามสวด “ธัมมจักร” และ “มหาสมัย”   พระที่นิมนต์มาสวดในราชพิธีนั้น วันแรกคณะใต้ วันที่สองคณะเหนือ วันที่สามคณะกลาง เมื่อสวดจบในวันที่สามซึ่งตรงกับวันแรม ๑๓ ค่ำเดือน ๑๐  พระสงฆ์ก็ถวายอดิเรก คือ ถวายพระพรลากลับไป ต่อแต่นั้น พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานน้ำมหาสังข์ใบมะตูม และทรงเจิมสาวพรหมจารีทั้งหมด เสร็จแล้วท้าวนางก็นำสาวพรหมจารีไปโรงพิธีซึ่งทำไว้อีกแห่งหนึ่งสำหรับกวนข้าวทิพย์          แต่ก็อยู่ในพระบรมมหาราชวังนั่นเอง
    การตกแต่งโรงพิธีนั้น ก็คือ ก่อเตากระทะ ๑๐ เตา เรียงตามยาวเป็นแถว ๘ เตา  สำหรับกวนข้าวทิพย์   อยู่ด้านสกัด ๒ เตา  สำหรับกวนกระยาสารท  หน้าเตาทั้ง ๓ นั้น  ตั้งม้าวางโต๊ะตะลุ่มถุงเครื่องที่จะกวน ข้างหลังเตายกพื้นต่ำกว่าปากกระทะหน่อยหนึ่ง สำหรับสาวพรหมจารีนั่งกวนกระทะละคู่ ตามเสาแขวนหิ้งตั้งเทวรูปมีธูปเทียนดอกไม้บูชาตามทิศ ที่ต้นแถวตั้งเครื่องบูชาพานถมถ้วยแก้วอย่างเครื่องทองน้อย บูชาครูปัธยาย มีขวดน้ำส้มนมเนยตั้งอยู่ด้วย ผู้ที่กวนข้าวทิพย์สวมมงคลทุกคน เมื่อขึ้นนั่งประจำที่แล้ว พระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปทรงรินน้ำในพระมหาสังข์ลงในกระทะ แล้วทรงเจิมพายที่พาดอยู่ปากกระทะ ๆ ละ ๒ พาย  ด้วยยันต์อุณาโลมทุกเล่ม   แล้วทรงรินน้ำในพระเต้าศิลาจารึกอักษร และพระเต้าภัทรบิฐต่อไปทุกกระทะ โปรดให้พระเจ้าลูกยาเธอทรงรินน้ำส้ม และเติมเนยตามไปจนตลอดทั้ง๘ กระทะ  เสร็จแล้ว พวกที่ประจำกระทะ เรียกว่า   ท้าวปลัดเทียบวิเศษก็เทถุงเครื่องที่จะกวนลงในกระทะ ซึ่งมีกะทิและน้ำตาลเคี่ยวได้ที่แล้ว สาวพรหมจารีจับพายเริ่มกวน ประโคมแตรสังข์ฆ้องชัย พิณพาทย์ มโหรี พระมหาราชครูทำพิธีรดน้ำสังข์ทุกกะทะแล้วก็เสด็จขึ้น พอเสด็จขึ้น  สาวพรหมจารีก็เลิกกวน ต่อแต่นั้นให้พวกฝีพายมากวนต่อจนสุก  และกระยาสารทอีก ๒ กะทะก็กวนพร้อมกัน เมื่อเสร็จการกวนแล้ว ก็พระราชทานแก่พวกฝีพายก่อน คือ ให้ฝีพายควักไปได้คนหนึ่งเต็มใบพายที่จะคอนไปได้รุ่งเช้าเสด็จออกเลี้ยงพระสงฆ์  แล้วแจกจ่ายข้าวทิพย์แก่พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการทั้งฝ่ายหน้าฝ่ายในมากน้อยตามศักดิ์ ข้าวทิพย์ที่แจกนั้น มีเป็นห่อ ๓ ขนาด ขนาดใหญ่สำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ขนาดกลางสำหรับข้าราชการชั้นรอง ๆ ลงไป  เมื่อพระราชทานแล้วก็เป็นอันเสร็จพิธีเกี่ยวกับข้าวทิพย์พิธีกวนข้าวทิพย์นี้ได้แพร่หลายไปถึงราษฎร   โดยทำกันเป็นพิธีราษฎร์  ไม่ใช่ราชพิธี และให้หญิงสาวพรหมจารีเป็นผู้กวน พิธีของราษฎรมักทำกันที่วัด โดยมีพระสงฆ์สวดมนต์และเลี้ยงพระแล้ว  แจกจ่ายกันคนละเล็กละน้อย ทั้งนี้ถือว่า เป็นเหตุให้เกิดสวัสดิมงคลและระงับโรคภัยได้ จึงเป็นประเพณีนิยมสืบกันมา การกวนข้าวทิพย์ไม่ค่อยจะทำกันแพร่หลายนักเพราะเรื่องมาก  ส่วนกระยาสารททำกันเป็นพื้น และเป็นประเพณีอันดีของชาวไทยอีกอย่างหนึ่ง คือ นอกจากทำไปถวายพระแล้ว   ยังมีการเผื่อแผ่เจือจานกันอีก เช่น  เมื่อบ้านไหนทำกระยาสารทก็เอาไปแจกแก่อีกบ้านหนึ่ง  เป็นอันต่างฝ่ายต่างแจกเพื่อแลกเปลี่ยนกัน ประเพณีแจกขนมนี้ดูเหมือนจะมีแก่ชาติอื่น ๆ ด้วย เช่น  จีนเขาก็แจกขนมโก๋กัน ฝรั่งเขาก็แจกเค้กกัน ไทยเรานิยมมานานแล้ว และประเพณีนี้ทางชนบทถือกันเคร่งครัดมาก จะเห็นได้ เช่นปลายปีพิธีตรุษ  เราแจกข้าวเหนียวแดงกัน ต้นปีพิธีสงกรานต์ เราแจกขนมกวนกัน มากลางปีพิธีสารทเราก็แจกกระยาสารทกัน
        อนึ่ง การทำบุญเนื่องในฤดูสารทนี้  นอกจากทำกระยาสารทอันเป็นอาหารที่เราทำกันตามแบบอย่างทางลัทธิพราหมณ์แล้ว   ยังมีการทำบุญซึ่งเป็นเนื้อแท้ทางพระพุทธศาสนาอีกอย่างหนึ่ง  คือ การถวายของ ๕อย่างแก่พระสงฆ์ ของ ๕ อย่างนั้น คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ซึ่งถวายกันในฤดูสารทนี้ ทั้งนี้มีมูลเหตุมาว่า ในครั้งพุทธกาล พวกภิกษุเกิดอาพาธขึ้นชนิดหนึ่ง เรียกว่า “สารทิกาพาธ” แปลว่า “ไข้เกิดในฤดูสารท” อาการที่เป็นนั้น คือ ฉันจังหันแล้วอาเจียน เป็นอย่างนี้เหมือนกันมาก ๆ ทำให้ร่างกายซูบผอมเศร้าหมอง พระพุทธองค์ทรงทราบ จึงได้ดำริหาสิ่งที่เป็นทั้งยาด้วยเป็นทั้งอาหารด้วย    เพื่ออนุญาตให้พระสงฆ์ฉัน และไม่ให้เป็นอาหารหยาบจึงได้ทรงคิดเห็น ยาทั้ง ๕ อย่างว่าเป็นประโยชน์ในการบำรุงร่างกายได้อย่างดี    จึงอนุญาตให้ภิกษุรับและฉันได้ตั้งแต่เที่ยงวันไปแล้ว ของเหล่านี้เป็นของที่มีในอินเดีย  ครั้นตกมาถึงเมืองไทย  ของทั้ง  ๕  อย่างนั้นไม่สำเร็จเป็นยาได้ทุกอย่าง คงใช้เป็นยาได้แต่น้ำผึ้ง  ผู้ที่จะบำเพ็ญกุศลให้ต้องตามพุทธานุญาต  จึงพากันถวายแต่น้ำผึ้งอย่างเดียว เรียกว่า “ตักบาตรน้ำผึ้ง” บางทีก็มีน้ำอ้อย น้ำตาลกรวด เติมเข้าด้วย การตักบาตรน้ำผึ้งนั้น เขามักมีการป่าวร้องหรือแจกฎีกา  แล้วพร้อมกันไปทำที่วัด คือ  เอาบาตรมาตั้งแล้วใส่น้ำผึ้งลงไปในบาตรเสร็จแล้วก็แบ่งถวายพระสงฆ์ในวัดนั้น พิธีถวาย บางทีทายกเอาด้ายสายสิญจน์วงเข้ากับบาตร ให้ผู้อื่นจับสายสิญจน์ต่อ ๆ กันไป แล้วหัวหน้าว่านำให้ผู้อื่นว่าตาม คำถวายนั้นว่าดังนี้.-
   สาระโท นามายัง ภันเต กาโล สัมปัตโต, ยัตถะ ตะถาคะโต อะระหัง  สัมมาสัมพุทโธ สาระทิกาพาเธนะ อาพาธิกานัง ภิกขูนัง ปัญจะ เภสัชชานิ อะนุญญาสิ, สัปปิ นวนีตัง เตลัง  มะธุ ผาณิตัง, มะยันทานิ ตักกาละสะทิสัง สัมปัตตา, ตัสสะ ภะคะวะโต ปัญญัตตานุคังทานัง ทาตุกามา เตสุ ปะริยาปันนัง มะธุง จะ เตลัง จะ ผาณิตัง จะ ภิกขูนัญเจวะ สามะเณรานัญจะ โอโณชะยามะ, สาธุ โน ภันเตอัยยา ยะถาวิภัตตัง มะธุทานัง จะ เตลัง จะ ผาณิตัง จะ ปะฏิคคัณหาตุ, อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ.
       ความว่า “ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ  บัดนี้ ฤดูสารทมาถึงแล้ว   พระพุทธองค์ทรงอนุญาตยา ๕ อย่าง คือ   เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย แก่ภิกษุผู้อาพาธด้วยโรคเกิดในฤดูสารทกาล  บัดนี้ ข้าพเจ้าทั้งหลายจะถวายทาน ตามพระพุทธบัญญัติ จึงถวายน้ำผึ้งเป็นยาอย่างหนึ่ง กับน้ำมัน น้ำอ้อย  อันเนื่องในยา ๕ อย่างนั้น ขอพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย จงรับทานของข้าพเจ้าทั้งหลาย  ตามที่ได้แจกไปนั้น ๆ เพื่อประโยชน์ และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญ”     แล้วพระสงฆ์รับสาธุพร้อมกัน เป็นเสร็จพิธี
       ในสมัยนี้ การตักบาตรน้ำผึ้งรู้สึกว่า มีผู้ทำน้อยลง   จะเป็นเพราะหาน้ำผึ้งยากหรือว่าราคาแพง หรือเห็นว่า มีประโยชน์น้อยก็เป็นได้ จึงเปลี่ยนเป็นตักบาตรข้าวสาร
       สรุปความว่า  พิธีสารทของไทยเรานี้  ทำเพื่ออุทิศให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วอย่างหนึ่ง    ทำเพื่อให้เกิดสวัสดิมงคลแก่ตัวเอง   ในเมื่อตนมีอายุล่วงมาได้กึ่งปีอย่างหนึ่ง   ทำเพื่อประสานสามัคคีในระหว่าง เพื่อนบ้านอย่างหนึ่ง ในข้อประสานสามัคคีนี้ เรายึดสังคหวัตถุ คือ การสงเคราะห์กันด้วยการให้  เพื่อยึดเหนี่ยวน้ำใจกันให้แน่นหนาตลอดไป       เพราะไทยเรายึดถือคติคือความสามัคคีเป็นหลักประกัน    เพื่อความวัฒนาถาวรทั้งแก่ตนและหมู่คณะตลอดถึงประเทศชาติ ด้วยประการฉะนี้    




คอลัมน์ที่ 5

ภาวนาพุทโธ น้ำตาไม่ไหล (หลวงปู่ชา สุภัทโท) article
งานบุญออกพรรษาและกฐินสามัคคี article
กฐิน article
ตายเพราะปาก article
กำเนิดสุรา article
สวดมนต์ ทำวัตรเช้า-เย็น article
Feste im Jahr 2005 article
วันออกพรรษา article
ตำราเลือกลูกเขย article
คมในฝัก article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
MARQUEE กำหนดการ วันจัดงานประจำปี ๒๕๖๐ วัดป่าภูริทัตตาราม เมืองกีเซ่น   วันอาทิตย์ที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ จัดงานวันมาฆบูชา   วันอาทิตย์ที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๐ จัดงานวันสงกรานต์   วันอาทิตย์ที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๐ จัดงานวันวิสาขบูชา   วันพฤหัส-อาทิตย์ที่ ๑๕-๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๐ จัดกิจกรรมบวชเนกขัมมะ   วันอาทิตย์ที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๐ จัดงานวันอาสาฬหบูชา(เข้าพรรษา)   วันอาทิตย์ที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๖๐ จัดงานวันออกพรรษา     Feste im Jahr 2017 Wat Pah Puritattaram Giessen Programme    Sonntag 12 Februar 2017 Tambun Wan Makhabuscha    Sonntag 16 April 2017 Tambun Wan Songkran   Sonntag 14 Mai 2017 Tambun Wan Wisakabuscha   Do-So 15-18 Juni 2017 Einkehrtage (Buad Nekkama)    Sonntag 9 Juli 2017 Tambun Wan Ahsarahabuscha (Kao Phansaah)   Sonntag 8 Oktober 2017 Tambun Wan Ohg Phansaah Wat Pah Puritattaram
Sandfeld 12 , 35396 Giessen
Tel. 0641- 877 3000 Fax: 0641 - 3013103
E-mail: phrapattiyo@t-online.de